นายชายน้อย เผื่อนโกสุม
ประธานกรรมการ
ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องถึงการจำกัดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการขยายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศจีน ไต้หวัน และทวีปยุโรปมายังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เพื่อลดแรงกดดันจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
ภายใต้บริบทของความท้าทายจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศดังกล่าว บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนและการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยอาศัยจุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ควบคู่กับแนวทางการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยในปีนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการเติบโตสูง และการเร่งระบายสินค้าคงค้างของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย พร้อมกับการเลือกพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีกำลังซื้อ บนทำเลศักยภาพใกล้เมือง และเร่งขยายตลาดไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น โดยเลือกใช้วัสดุและนวัตกรรมที่สนับสนุนความยั่งยืนและการสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างของสินค้าภายใต้แบรนด์ “เฟรเซอร์ส” ให้ลูกค้ารับรู้และจดจำ ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว
การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า ด้วยพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกว่า 3.84 ล้าน ตร.ม. และมีอัตราการเช่าอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 92 และประสบความสำเร็จในการขายที่ดินและโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม มูลค่ารวม 3,255 ล้านบาท ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานล้นตลาด บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่า พร้อมกับยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งส่งผลให้รักษาอัตราการเช่าอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ร้อยละ 89 ในขณะที่ธุรกิจเพื่อการอยู่อาศัยชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยที่โครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับพรีเมียมที่เปิดใหม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ผลการดำเนินงานโดยรวมในปี 2568 จึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,455 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 นอกจากนั้นบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA - The Eastern Gateway) ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทฯ กับสวนอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 50 เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศและนวัตกรรมครบวงจร (Industrial-Tech Ecosystem) บนที่ดินกว่า 4,600 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศครบวงจรทั้งสิ้น 1,891 ไร่ สำหรับพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) แห่งแรกของประเทศ โครงการนี้สามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายแห่งให้เข้ามาลงทุน และจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องในอนาคต
นอกจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกด้านอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และด้วยโครงสร้างทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการบริหารงานและจัดการด้านการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ TRIS Rating ยังคงสถานะอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ อยู่ที่ระดับ A/Stable
บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าความพยายามยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและสร้าง New S-Curve ให้แก่องค์กร จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว และในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทรัสต์ ผู้ถือหุ้นกู้ พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน ที่เชื่อมั่นและสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา